Music therapy

posted on 06 Sep 2011 21:50 by ployudomporn
 
 
Music therapy is an allied health profession and one of the expressive therapies, consisting of an interpersonal process in which a trained music therapist uses music and all of its facets—physical, emotional, mental, social, aesthetic, and spiritual—to help clients to improve or maintain their health. Music therapists primarily help clients improve their health across various domains (e.g., cognitive functioning, motor skills, emotional and affective development, behavior and social skills, and quality of life) by using music experiences (e.g., singing, songwriting, listening to and discussing music, moving to music) to achieve treatment goals and objectives. It is considered both an art and a science, with a qualitative and quantitative research literature base incorporating areas such as clinical therapy, biomusicology, musical acoustics, music theory, psychoacoustics, embodied music cognitiom, aesthetics of music, and comparative musiccology. Referrals to music therapy services may be made by other health care professionals such as physicians, psychologists, physical therapists, and occupational therapists. Clients can also choose to pursue music therapy services without a referral (i.e., self-referral).

Music therapists are found in nearly every area of the helping professions. Some commonly found practices include developmental work (communication, motor skills, etc.) with individuals with special needs, songwriting and listening in reminiscence/orientation work with the elderly, processing and relaxation work, and rhythmic entrainment for physical rehabilitation in stroke victims.

The Turco-Persian psychologist and music theorist al-Farabi (872–950), known as "Alpharabius" in Europe, dealt with music therapy in his treatise Meanings of the Intellect, where he discussed the therapeutic effects of music on the soul. Robert Burton wrote in the 17th century in his classic work, The Anatomy of Melsncholy, that music and dance were critical in treating mental illness, especially melancholia.

เสียงบำบัดจิตใจและสมอง

posted on 31 Aug 2011 00:27 by ployudomporn

เสียงบำบัดจิตใจและสมอง

 เสียงความถี่ต่ำที่เกิดจากการแทรกสอดของเสียงที่มีความถี่ต่างกันไม่มาก 2 เสียงจากการฟังผ่านหูทั้ง 2 ข้างและการนำเสียงผ่านกระโหลกศีรษะเรียกว่า Binaural beats หรือ Binaural tones ถ้าความถี่ของเสียงที่ได้ผ่านหูข้างซ้าย
หรือนำผ่านกระโหลกศีรษะเท่ากับ 410 Hz โดยในขณะเดียวกันความถี่ของเสียงที่ผ่านหูข้างขวาเท่ากับ 400 Hz
จะได้ความถี่บีตที่เกิดจากการแทรกสอดในสมองเท่ากับ 10 Hz

การศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับ Binaural beats เกิดขึ้นครั้งแรกในปี ค.ศ.1839 โดยนักฟิสิกส์ชาวเยอรมันชื่อ Heinrich Wilhelm Dove. จากงานวิจัยพบว่า สมองมนุษย์สามารถแยกเสียงที่ได้ยินจากหูทั้ง 2 ข้างเนื่องจากความถี่ ความดัง ลักษณะของเสียง และคาบเวลาที่แตกต่างกัน แต่ถ้าความถี่ของเสียงที่มากระทบหู 2 ข้างแตกต่างกันน้อยกว่า 30 Hz สมองจะแปลผลเสมือนเป็นเสียงเดียวที่มีจุดกำเนิดอยู่ภายในสมอง ผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่สามารถได้ยินเสียงความถี่ต่ำ
ของ Binaural beats เนื่องจาก Binaural beats มักมีความถี่ต่ำกว่าช่วงคลื่นที่หูมนุษย์ได้ยิน แต่จะรับรู้ว่ามี Binaural beats ได้โดยการเปลี่ยนตำแหน่งจุดโฟกัสของเสียงไปมาภายในสมอง
เสียงที่นำมาสังเคราะห์ให้เกิด Binaural beats ควรมีความถี่อยู่ในช่วง 1000 – 1500 Hz จากการศึกษาและวิจัยโดยการวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) พบว่า การใช้ Binaural beats สามารถเหนี่ยวนำให้คลื่นสมองในระดับหนึ่งเปลี่ยนไปอีกระดับหนึ่งได้ เรียกว่า Brainwave entrainment เช่น ถ้าต้องการเปลี่ยนคลื่นสมองจากสภาวะที่ตื่นตัวหรือความถี่คลื่นสมองอยู่ในช่วง Beta หรือประมาณ 20 Hz ไปเป็นสภาวะที่ผ่อนคลาย หรือความถี่คลื่นสมองอยู่ในช่วง
Alpha หรือประมาณ 10 Hz จะเริ่มบำบัดด้วยเพลงหรือเสียงที่มี Binaural beats ประมาณ 20 Hz ในช่วงต้นเพลง แล้วค่อยๆ เปลี่ยนความถี่บีตเป็น 10 Hz ในช่วงท้ายเพลง เป็นต้น นอกจากนั้น Binaural beats ยังสามารถเหนี่ยวนำให้คลื่นสมองโดยรวม มีความเป็นระเบียบมากขึ้น โดยพบว่ากิจกรรมทางไฟฟ้าสูงสุดจะอยู่บริเวณส่วนบนของสมอง
 
 
เสียงบำบัดจิตใจและสมองที่กลุ่มดนตรีบำบัดสังเคราะห์ขึ้นประกอบด้วยเสียง 3 ประเภทได้แก่
  1. เสียงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ได้แก่ เสียงน้ำตก เสียงนก เสียงน้ำไหล เสียงลม เสียงพระเทศน์ เป็นต้น
  2. เสียงดนตรี ซึ่งเป็นดนตรีประเภท trance music หรือ rhythmic music ซึ่งมีลักษณะเสียงวนต่อเนื่อง
  3. เสียงความถี่บีต ซึ่งในแต่ละเพลงจะใช้ความถี่ต่างกันตามผลที่ต้องการ ผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่สามารถรับรู้หรือได้ยิน
    เนื่องจากเสียงความถี่บีตมักมีความถี่ต่ำกว่าช่วงคลื่นที่หูมนุษย์ได้ยิน แต่จะถูกส่งผ่านกะโหลกศีรษะไปยังสมอง
    โดยที่ผู้ฟังไม่รู้ตัว

     เสียงธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จะทำให้ผู้ฟังเกิดอารมณ์ตามประสบการณ์ในอดีตที่สัมพันธ์กับเสียงนั้นๆ และ
ช่วยหลอกล่อให้สมองและจิตใจไม่ให้จดจ่อกับเสียงความถี่บีตที่แฝงไว้ ส่วนเสียงดนตรีที่เป็น trance หรือ rhythmic music
ทำให้เกิดจินตภาพและกำหนดตำแหน่ง 3 มิติของเสียงที่ใช้กระตุ้นในสมองส่วนต่างๆ


การรักษาแบบ alternative medicine หรือการแพทย์ทางเลือก เป็นวิธีการรักษาแบบอิสระที่ใช้ได้
กว้างขวางร่วมกับการรักษาทางการแพทย์ เพื่อให้ผู้ดูแลพยาบาลผู้ป่วยได้มีส่วนช่วยบรรเทาความเจ็บปวดจากภาวะต่างๆ โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคมะเร็ง ด้วยวิธีการเบี่ยงเบนความสนใจ ช่วยลดการกระตุ้นที่ทำให้เกิดความเจ็บปวด ส่งเสริมการผ่อนคลายทางร่างกาย และทำให้เกิดความสุข ความงดงามทางจิตใจ ด้วยวิธีการผสมผสานแบบธรรมชาติ อาทิเช่น
1. Muscle relaxation technique
2. Rhythmic breathing
3. Massage and touch therapy
4. Position and supporting
5. Heat and cold
6. Meditation , Guided Imagery
7. Yoka
8. Environment therapy
9. Art therapy , Humor therapy , Dance therapy
10. Music therapy
 
ลักษณะของดนตรีที่ใช้
1. ควรเป็นเพลงบรรเลง ไม่ควรมีเนื้อร้อง, มีเสียงธรรมชาติ เช่น เสียงนก น้ำตก ฯลฯ
2. มีจังหวะที่ช้า มั่นคง สม่ำเสมอ ขนาดช้าถึงปานกลางประมาณ 70-80 ครั้ง/นาที
3. ทำนองราบเรียบ นุ่มนวล ผ่อนคลายสดชื่น สอดคล้อง
4. ระดับเสียงปานกลาง - ต่ำ
5. ความเข้มของเสียง ไม่ดังมาก ขึ้นอยู่กับความรู้สึกของผู้ป่วย เนื่องจากความดังสามารถกระตุ้น
ให้มีความเจ็บปวดมากขึ้นได้
6. ประเภทของดนตรีที่นิยมใช้ อาทิ เช่น พิณ เปียโน กีต้าร์ วงออร์เคสตร้า แจ๊สแบบช้า นุ่มนวล
Pop Classic เป็นต้น
7. เป็นดนตรีที่ผู้ป่วยมีส่วนในการคัดเลือก และอาศัยความคุ้นเคย ความชอบของผู้ป่วยร่วมด้วย
 
ตัวอย่างดนตรีที่ใช้ในการทำวิจัยโรคต่างๆ
ดนตรีบรรเลงที่ใช้ในการวิจัยของบำเพ็ญจิต แสงชาติ เรื่องผลของดนตรีต่อการลดความเจ็บปวด
และจำนวนครั้งของการใช้ยาระงับปวดในผู้ป่วยหลังผ่าตัดระบบทางเดินปัสสาวะ(1985)
1. ลาวดวงเดือน
2. ลาวเจริญศรี
3. ลาวกระทบไม้
4. มอญดูดาว
5. เขมรไทรโยค
6. ลมหวล
7. เงาไม้
8. Symphony No. 9 ท่อนช้าของ Beethoven
9. Adagio Molto cantabile
10. Suite from " Water music" ของ Handel
11. Music from Shakespeare
12. Lullaby ของ J. Brahms
13. Trumpet concerto ของ HAYDN
14. Guitar concerto Rodigo
15. Winter farewell
16. Romance in F ของ Beethoven
17. Romance in E minor Anonymous